ยา เป็นปัจจัยสี่ที่เราจะต้องใช้ในการรักษาโรค หรือบํารุงร่างกายประเภทของยาสามารถแบ่งได้ในหลายแบบ อาจแบ่งตามลักษณะวิธีการใช้ยา เช่น ยาใช้ภายนอก และยาใช้ภายใน โดยการรับประทานแบ่งตามลักษณะของยา เช่น ยาเม็ด ยาน้ำ ยาฉีด และยาทา แบ่งตามสรรพคุณของยา เช่น กลุ่มยาแก้ไข้ แก้ปวด กลุ่มยาแก้ไอ กลุ่มยาปฏิชีวนะ และแบ่งตามกฎหมายพระราชบัญญัติยา แต่หลายคนนั้นใช้ยาผิดประเภท ทั้งยังใช้ไม่ถุฏหลักจนทำให้เกิดอาการดื้อยา และประสิทธิภาพของยานั้นก็ลดลง วันนี้เราจะมาบอกวิธีการใช้ยาอย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัยกันเลย
1. สอบถามข้อมูลจากแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง
นี่เป็นหลักและวิธีการใช้ยาข้อแรกที่อยากจะเน้นย้ำให้ทุกคนปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด นั่นก็คือให้มีการามเกี่ยวกับข้อมูลของยาและการรับประทานยาอย่างถูกต้อง เช่น วิธีใช้ยา เช่น กลืนยาพร้อมกับการดื่มน้ำ เคี้ยวยาให้ละเอียดก่อนกลืน , ปริมาณและเวลาในการใช้ยา ข้อควรระวังในการใช้ยา และผลข้างเคียง ที่เป็นข้อมูลพื้นฐานก่อนที่เราจะรับประทานยา ทั้งยังควรแจ้งประวัติการแพ้ยาให้กับแพทย์หรือเภสัชกรทราบด้วย
2. ใช้ยาให้ถูกขนาด
เราต่างก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการใช้ยาเกินขนาดนั้นอาจส่งผลเสียต่อร่างกาย โดยปริมาณและระยะห่างในการรับประทานยาแต่ละชนิดแตกต่างกัน ควรใช้ตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำเท่านั้น โดยเฉพาะกับเด็ก ที่ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับขนาดยาที่เหมาะสม พ่อแม่ไม่ควรซื้อยาให้เด็กรับประทานเอง โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี และไม่ควรให้เด็กรับประทานยาในปริมาณเดียวกับผู้ใหญ่ เนื่องจากการดูดซึมและการขับถ่ายยาออกจากร่างกายของเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่
3. ใช้ยาให้ถูกเวลา
โดยทั่วไปมีหลักการใช้ยาให้ถูกเวลา ดังนี้ ยาก่อนอาหาร ควรรับประทานก่อนอาหาร 15–30 นาที ยาหลังอาหาร ควรรับประทานหลังอาหาร 15–30 นาที เพื่อให้กรดจากน้ำย่อยช่วยดูดซึมยา หากเป็นยาหลังอาหารทันที ควรรับประทานยาทันทีหลังรับประทานอาหารอิ่ม ยาก่อนนอน ควรรับประทานก่อนนอน 15–30 นาที ซึ่งแน่นอนว่าระยะเวลาเหลานี้ก็จะสัมพันธ์กับที่แพทย์สั่งจ่ายยา
4. เก็บยาให้เหมาะสม
การเก็บยาอย่างเหมาะสมจะช่วยคงประสิทธิภาพของยาไม่ให้เสื่อมก่อนหมดอายุ และป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพจากการรับประทานยาที่เสื่อมสภาพ ยาแต่ละชนิดมีวิธีการจัดเก็บต่างกัน โดยทั่วไปควรเก็บยาในที่แห้งในอุณหภูมิห้อง หรือประมาณ 18–25 องศาเซลเซียส เก็บในที่แสงแดดส่องไม่ถึง และเก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง แต่ยาบางชนิด เช่น ยาหยอดตา ควรเก็บในตู้เย็น จึงควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับการเก็บยาอย่างเหมาะสม
